รถยนต์ไฟฟ้า’ น่าใช้ปี 2020

รถยนต์ไฟฟ้า’ น่าใช้ปี 2020 กระแสของรถยนต์ไฟฟ้า100% ที่มีการพูดถึงมากสุด งั้นต้องขอโอกาสนำมาบอกเล่าถึง รถยนต์ไฟฟ้าที่น่าใช้ประจำปี 2020 ว่ามีรุ่นอะไรบ้าง!

1. จากัวร์ ไอ-เพช อีวี Jaguar I-Pace Ev

รถยนต์แฮตช์แบ็ก 5 ประตู ออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พร้อมกับหลังแอโร่ได้นามิกส์โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง 0.29 ทำให้สามารถเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 4.8 วินาที ขุมพลังของ Jaguar I-Pace 2019 ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 696 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ทุกรุ่นย่อย สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.8 วินาที

ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาด 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งอยู่ระหว่างเพลาขับหน้า – หลัง โดยติดตั้งในตำแหน่งที่ต่ำที่สุด เพื่อให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ รองรับการขับขี่ระยะทางสูงสุด 470 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้ง การชาร์จไฟสามารถอัดไฟได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ในเวลา 20-40 นาที เมื่อชาร์จไฟแบบ DC Rapid Charging ขนาด 100 kW ส่วนการชาร์จด้วยไฟบ้านผ่าน AC Wall Box ขนาด 7 kW ต้องใช้เวลาราว 10 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ระดับไฟเทียบเท่ากัน

และนี่คือรถยนต์ไฟฟ้า ที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบมากที่สุดจากการได้ใช้ชีวิตในการขับด้วยกันถึง 48 ชั่วโมง จากราคาที่คิดว่าแพงมากๆ แต่พอขับจริงแล้วถ้ามีเงินในกระเป๋าผมจะควักซื้อจริงๆ เพราะผมไม่คิดเลยว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะตอบสนองได้เร็วทันใจรถพร้อมจะทยานไปข้างหน้าทุกครั้งเพียงแตะคันเร่ง ไม่มีระบบเกียร์มาให้สับสน แค่ปุ่มกดเดินหน้าถอยหลังเท่านั้น! ไอ-เพช อีวี ต้องยกเป็นรถที่หนึ่งในดวงใจ

การรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และรับประกันคุณภาพรถอีก 5 ปี บริการซ่อมบำรุงรักษาฟรี 5 ปี พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี อีกด้วย

2. เอ็มจี แซดเอส อีวี MG ZS EV

รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกที่ยกให้กับความคุ้มค่า คุ้มราคา การตอบสนองนี่ไม่แพ้เบอร์หนึ่ง แต่ด้วยที่กำลังมอเตอร์น้อยกว่า และมีเพียงมอเตอร์ตัวเดียว แต่การตอบสนองคันเร่งไม่ธรรมดา และเหนือกว่ารถยนต์ระบบสันดาปที่ไม่จำกัดซีซี ต้องหลบให้เมื่อมองกระจกส่องหลังเมื่อเห็นตัวถัง “สีฟ้า Copenhagen Blue” เอกลักษณ์เฉาะรถ แซดเอส อีวี เท่านั้น!

เอ็มจี แซดเอส อีวี สามารถ Quick Charge ที่ 80% ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ขุมพลังจากแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ไอออน ความจุ 44.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ระยะ 337 กิโลเมตร กระจังหน้าทันสมัยพร้อมจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

รถที่เชื่อมกับหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 และโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา Panoramic Sunroof ตามสไตล์ เอ็มจี ไปแล้ว

NEW MG ZS EV จำหน่ายราคาเพียง 1,190,000 บาท

พร้อมการรับประกันคุณภาพ รถ 4 ปี หรือ 1.2 แสนกิโลเมตร และรับประกันคุณภาพ แบตเตอรี 8 ปี หรือ 1.8 แสนกิโลเมตร

3.นิสสัน ลีฟ

นิสสัน ลีฟ เป็นรถที่ได้ทดสอบมากกว่าใคร ทั้งในเมือง นอกเมือง ต้องบอกเลยว่าขับครั้งแรกๆ ไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นเท่าไรนักเพราะเราไปสัมผัสความแรงจากรถไฟฟ้ารุ่นอื่นมา พอมาขับ นิสสัน ลีฟในเมือง เลยธรรมดาเหมือนขับรถทั่วไป ทำให้รู้สึกถึงราคาค่าตัวที่สูงเอาเรื่อง แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปพอได้มีโอกาสลองขับเดินทางไกลแล้วนำ นิสสัน ลีฟ ไปปีนขึ้นดอยอินทนนท์ ถึงเห็นประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ และเเทคโนโลยีที่นิสสัน คิดค้นมาใส่ไว้ใรถ บอกเลยว่า นิสสัน ลีฟ เป็นรถที่เป็นมิตรต่อผู้ขับจริงๆ

นิสสัน ลีฟ คันนี้เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า e-powertrain ส่งกำลังมากถึง 110 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า ที่ 3238- 9795 รอบต่อนาที มีแรงบิดมากถึง 320 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม/ชม ด้วยเวลาเพียง 7.9 วินาที ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง และหัวใจสำคัญ คือเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ อี-เพดัล e-Pedal

ราคาจำหน่าย 1,990,000 บาท

การประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร อีกด้วย

4.FOMM One

คันสุดท้ายที่เราได้ลองขับเป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็ก กระทัดรัด นั่งได้ถึง 4 ที่นั่ง ครั้งแรกที่ได้ขับต้องบอกเลยว่าต้องปรับตัวมากๆ เพราะคันเร่งมาอยู่ที่ปลายนิ้วทั้งสองข้าง ถือว่าแปลกแต่ก็ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปรับตัวไม่ได้ ด้วยที่มีขนาดเล็กการตอบสนองถือว่าทันใจยิ่งช่วงจอดติดไฟแดงเป็นคันแรกออกตัวมีมอเตอร์ไซค์เคืองเป็นแถวเพราะรถอะไรออกตัวเหนือกว่าสองล้อทั่วไป

ขุมพลังมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าในดุมล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง ขนาด 5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้กำลังสูงสุด 13 แรงม้า แรงบิดสูง 560 นิวตันเมตร ซึ่งถีบให้รถวิ่งได้เร็วสูงสุด 80 กม./ชม. สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 160 กิโลเมตร

โดยทาง FOMM ประกาศว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยอัตราสิ้นเปลืองเพียง 30 สตางค์ต่อกิโลเมตร ด้วยการชาร์จในระบบไฟฟ้าภายในบ้านเพียง 6 – 8 ชั่วโมง และสามารถวิ่งได้ไกลถึง 160 กิโลเมตร สุดท้าย FOMM One สามารถลอยน้ำได้ เอาตัวรอดในเวลาที่มีน้ำท่วมสูงอย่างที่เกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และน้องจิ๋วคันนี้ก็ถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ ผลิตในบ้านเราอย่างแท้จริง ส่วนราคาที่หลายๆ ท่านบ่นว่าสูงไป ก็มีช่วงจัดโปรโมชั่นที่ลดราคาลงมาน่าคบหาพร้อมกับการลืมคำว่าปั๊มน้ำมันไปเลย….

ราคาจำหน่าย 664,000 บาท